วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นิทรรศการ "ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย"

Qเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ผมได้ไปชมนิทรรศการ "ฉันป็นนักออกแบบกราฟิกไทย" (I am a Thai Graphic Designer) โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2552 ณ แกรนฮอลล์ สยามดิสคอฟเวอรี่ มีการจัดแสดงผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการผ่านจอ LCD ขนาด 52" จำนวน 5 เครื่อง(สามารถเลือกผลงานที่ต้องการชมผ่านการ
กดรห้สที่ทางผู้จัดได้ระบุไว้ที่บอร์ดภายในนิทรรศการ)
และ ขนาด 46" จำนวน 5 เครื่อง ฉายผลงานวนกันไป และมีการจัดการเสวนาต่างๆในแต่ละวันของนิทรรศการ

Qโดยวันที่ผมไปเป็นการเสวนาของรายการพอดคลาสต์ "Design ไป บ่นไป"
ที่มาคุยกันสดๆ ผ่านนักอกกแบบ 5 ท่าน ได้แก่ คุณวีร์ วีรพร เป็นผู้ดำเนินรายการ (conscious), คุณสุรัติ โตมรศักดิ์ (try2benice), คุณสยาม อัตตะริยะ (color party), คุณเคลวิน หว่อง (k kelvin studio) และคุณวรทิตย์ เครือวาณิชกิจ (farmgroup) ในตอน "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนักออกแบบกราฟิก"

















รูปแบบและบรรยากาศของนิทรรศการ

















ภาพระหว่างการเสวนา
















บอร์ดที่ระบุรห้สของผู้ที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ
Q
















ผลงานของเพื่อนๆ(ซ้ายล่างไม่ใช่นะครับ พอดีจะถ่ายงานตัวเองแล้วมันรันไป และถ่ายงานเพื่อนมา 3 ภาพเอง)

















ผมและผลงาน

















หนังสือรวบรวมผลงาน
Q

































ภายในหนังสือ

ขอขอบคุณ อ.ติ๊ก สันติ ลอรัชวี และ Practical Studio ที่ได้คิดโครงการ
และจัดนิทรรศการดีๆแบบนี้ขึ้นมา

และผมเชื่อว่าจะต้องมีโครงดีๆแบบนี้เกิดขึ้นจากสตูดิโอแห่งนี้อีกแน่นอน...
Q

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ก้าวออกจากงาน

Qวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552 เป็นวันสุดท้ายของการทำงานกับบริษัทแห่งแรกในชีวิตผม(แต่ที่จริงน่าจะเป็นบริษัทที่สอง เพราะตอนอยู่ ม.ปลาย เคยไปทำงานเป็นเด็กหน้าร้านร้านอะไหล่รถยนต์ของเพื่อนพ่อในช่วงปิดเทอมใหญ่) การที่ผมได้มาทำงานในสถานที่แห่งนี้ผมได้รับประสบการณ์หลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งในเรื่องของการทำงาน จากเนื้องานที่ได้รับ และได้ทำ(ถึงแม้จะไม่ค่อยได้คิดมากนัก) และการได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่มันได้ถูกแวดล้อมและถูกเชื่อมโยงในที่แห่งนี้


















Qฉะนั้นผมจึงขอใช้ภาพๆนี้เพื่อเป็นตัวแทนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงาน
ตลอดระยะเวลา 1 ปี 9 เดือน และกับอีก 1 สัปดาห์

โชคดีนะ!!! เจ้าเครื่อง mac (เครื่อง 3) มีอยู่ช่วงนึงเราใช้นายไม่คุ้มเอาเสียเลย
แต่ 3-4 เดือนหลังของการทำงาน เราถือว่าใช้นายได้คุ้มค่าจริงๆ!!!

และหวังว่าคนต่อไปที่จะมาใช้นาย เขาคงใช้นายได้คุ้มค่ามากกว่าที่เราเคยใช้นาย!!!
Q

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

เกิดจากอพาร์ทเมนต์
























ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ
เพราะยังมีกำแพงขวางกั้นบางสิ่งบางอย่าง
จึงลองใช้อิสระในความเมาในการมอง

หวังจะให้เป็น Bangkok Love Story
เพราะนึกว่าผมขาดคุณ แต่ผมกลับขลาดในตน

จนหลงลืมไปว่ามันเป็นเพียงปรากฏการณ์
ไม่อาจสมรสและภาระ
ดั่งที่บุพการีได้สร้างฉันมา

นำชื่อเพลงของ "อพาร์ทเมนต์คุณป้า " มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว
ขณะนั่งดื่มในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
(เขียนไว้นานพอสมควร)

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เพลงรัก เพลงฮิต เพลงสากล เพลงที่ 2 ที่เข้ามาอยู่ในดวงใจ

Qผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก ในตอนที่ผมและเพื่อนที่ชื่อ "กิ๊ก" ได้ไปนั่งดื่มกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวบ้านกิ๊ก ซึ่งเป็นร้านประจำของพวกเรา อยู่ตรงสวนผักซอย 32 ร้านติดริมคลองบรรยากาศดี มองไปเห็นสะพานกรุงนนท์ ช่วงหลังมีดนตรีสด และคาราโอเกะให้ลูกค้าขึ้นไปร้องประกอบกัน(เสียดายที่ร้านนี้ได้ปิดตัวลงไปแล้ว)

Q
เมื่อเรานักดื่มกันจนเข้าที่ ทางนักดนตรีก็ได้เชิญชวนลูกค้าให้ขึ้นมาร้องเพลง บวกกับทางเจ้าของร้านก็ได้ชักชวนกิ๊กเช่นกัน พอผ่านไปได้ซักพักกิ๊กทนเสียงเรียกร้องไม่ไหว จึงได้ออกไปร้อง ด้วยสีหน้าที่เขินอายเล็กน้อย เพลงที่กิ๊กร้องเป็นเพลงที่ผมจะกล่าวถึง...

Qวันนั้นผมฟังกิ๊กร้องแล้วนึกถึงวง boyband พวก boyzone, westlife และก็จำได้แค่ท่อนฮุครางๆ nothing gon... you... ซักอย่าง พอกิ๊กร้องจบ ก็ไม่ได้ถามถึงชื่อเพลง หรือใครเป็นเจ้าของ เพราะยังไม่ได้รู้สึกติดใจซักเท่าไร และเมื่อเรามานั่งกินที่ร้านนี้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ต่อมา กิ๊กก็ได้ร้องเพลงนี้อีกครั้ง!!! เรียกได้ว่าเป็นเพลงประจำตัวกิ๊กเลย ส่วนผมก็เริ่มคุ้นหูกับเพลงนี้มากขึ้น















ภาพที่กิ๊กร้องในวันนั้น (บังเอิญที่ผมถ่ายไว้ด้วยกล้องมือถือพอดี)

Q เมื่อผ่านมาไม่กี่สัปดาห์นี้ ผมได้ยินเพลงนี้อีกครั้งทางวิทยุออนไลน์ในระหว่างที่นั่งทำงาน พอเพลงเข้าท่อนฮุค ผมตะโกนออกมาในใจเลยว่า "เฮ้ย นี่มันเพลงที่ไอ้กิ๊กร้องนี่หว่า" และเมื่อได้ฟังในแบบที่มันเปิดจากแผ่น อารมณ์มันต่างจากที่คิดไว้ในตอนแรกเป็นอย่างมาก ทั้งเสียงร้อง ดนตรี เนื้อหา(แปลได้เฉพาะท่อนฮุค) ของเพลงนั้น ฟังแล้วจับใจมาก อารมณ์จะคล้ายกับการได้ฟังเพลงพี่เบิร์ดเก่าๆ พวก "ด้วยรักและผูกผัน" หรือ "หมอกและควัน" อะไรประมาณนั้น ประกอบกับจุดยืนของกิ๊กที่มีต่อเรื่องพวกนี้ที่เราคุยกัน ทำให้ผมอินเข้าไปใหญ่

เป็นที่มาและเรื่องราวความประทับใจในบทเพลงนี้ ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในใจผม


Q
Nothing Gonna Change My Love For You
Glenn Mederios

(Original Version เป็นของ George Benson)
Q
If I had to live my life without you near me
The days would all be empty
The nights would seem so long
With you I see forever oh so clearly

I might have been in love before
But it never felt this strong
Our dreams are young and we both know
They'll take us where we want to go
Hold me now
Touch me now
I don't want to live without you
Q
Chorus :
Nothing's gonna change my love for you
You ought to know by now how much I love you
One thing you can be sure of
I'll never ask for more than your love
Nothing's gonna change my love for you
You ought to know by now how much I love you
Q
If the road ahead is not so easy
Our love will lead the way for us
Like a guiding star
I'll be there for you if you should need me
You don't have to change a thing
I love you just the way you are
So come with me and share the view
I'll help you see forever too
Hold me now
Touch me now
I don't want to live without you
Q
[Chorus]
Q
ขอบคุณกิ๊กที่นำพาบทเพลงดีๆและซาบซึ้งแบบนี้มาให้

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สาร เปลี่ยน สื่อ

Q วันนี้ผมได้อ่านบทความของ คุณอาเจริญ วรรธนะสิน ในคอลัมน์ "กีฬาต่างมุม" หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก แล้วรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก ในขณะที่อ่านบทความนี้
จบลง ผมคิดและตัดสินใจทันทีว่าจะนำบทความนี้มาบันทึกไว้ในเว็บบล็อกของผม
เพื่อที่จะเก็บไว้เป็นข้อคิดดีๆ และไม่อยากให้หน้าที่ของบทความนี้จบลงไปพร้อมกับสื่อ เมื่อเวลาเลื่อนผ่านเข้าวันใหม่

"แนวคิดชีวิตดีๆ"

Q เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงขอเขียนเรื่องดีๆที่เป็น มงคลแก่ชีวิต รวบรวมแนวคิดชีวิตดีๆ
มาเสนอแด่ดุณผู้อ่านแฟนๆ ของผมในคอลัมน์นี้

Q นักจิตวิทยายืนยันว่า มนุษย์มักจะจำสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเราได้มากกว่า
และนานกว่าความผิดหวังของชีวิต

Q พวกเขายังแนะนำอีกว่า จงบันทึกสิ่งเลวร้ายที่คุณมิพึงปรารถนาไว้บนแผ่นทราย
แต่บันทึกสิ่งดีงามที่คุณชื่นชอบไว้บนแผ่นศิลา

Q เราไม่ควรตำหนิตัวเองจนคุณค่าลดถอย แต่เราควรตั้งความฝันกับเป้าหมายให้สูงเอาไว้ เพราะชีวิตมักจะเป็นไปตามที่คุณประเมินตัวเองไว้เสมอ ถ้าประเมินไว้สูงคุณก็สูงได้ ถ้าประเมินไว้ต่ำคุณก็มักจะได้ต่ำ

Q อนาคตจะเป็นของผู้ที่เชื่อในความสวยงามของความฝัน กุญแจที่จะไขไปสู่ความสำเร็จ คือ การทำให้ความฝันกลายเป็นจริง

Q ถ้าคุณรักชีวิต ชีวิตก็จะรักคุณเป็นการตอบแทน

Q อย่าหวั่นต่อความกดดัน มิใช่เพราะความกดดันดอกหรือ จึงทำให้หินกลายเป็นเพชร
ที่แข็งแกร่ง

Q จงเยียวยาความหลัง มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และต้องมีความหวังกับความฝัน
สำหรับอนาคต

Q จงละทิ้งอีโก้ของคุณให้แก่คนที่คุณรัก แต่อย่าสูญเสียคนที่คุณรักเพราะอีโก้
ของคุณเอง

Q คุณมิได้รับผิดชอบต่อสิ่งที่คนอื่นเขาคิดในตัวคุณ แต่คุณต่างหากต้องรับผิดชอบ
ต่อสิ่งที่คุณทำให้เขาคิดถึงคุณในแนวนั้น

Q ศรัทธาคือความเชื่อที่คุณมองไม่เห็น ถ้าคุณทำความเชื่อให้เป็นจริง รางวัลที่คุณจะได้รับคือ ได้เห็นในสิ่งที่คุณเชื่อ

Q มีคนเปรียบว่า ชีวิตเหมือนกระจกเงา ถ้าคุณมีรอยยิ้มบนใบหน้า รอยยิ้มนั้นก็จะส่องกับมาหาคุณ จงเงี่ยหูคอยฟังให้ดี เพราะโอกาสดีๆ ในชีวิต บางครั้งมันจะเคาะอย่างแผ่วเบาบนบานประตูของบ้านคุณ ชีวิตมนุษย์เหงาเปล่าเปลี่ยว เพราะเขามัวแต่สร้างกำแพง แทนที่จะไปสร้างสะพานข้ามไปสู่ทิศทางต่างๆ

Q สิ่งดีๆ จะกลายเป็นความทรงจำที่ดี สิ่งไม่ดีจะกลายเป็นบทเรียนดีๆ ที่เราจะต้องหาทางแก้ไข ชีวิตจะมีความสุขมากกว่า ถ้าเราสามารถเกิดในสภาพที่มีอายุแปดสิบ
และค่อยๆ คืบคลานเข้าหาอายุสิบแปด

Q พึงสร้างความแข็งแกร่งของอารมณ์ ทำให้จินตนาการของคุณเปี่ยมด้วยคุณภาพ

Q บางทีชีวิตของคุณจะตายหนุ่มเมื่อ 80 แต่ถ้าไร้แนวคิดดีๆ เหล่านี้ คุณอาจจะตายแก่เมื่อ 18 ก็ได้

หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552 หน้าที่ 26
คอลัมน์ "กีฬาต่างมุม"
โดย ศ.เจริญ วรรธนะสิน

ขออนุญาติไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
Q

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เตะบอลหนามกีฬา

คลิปวิดีโอที่ได้มาจากเพื่อนฮัด สมัยเตะบอลที่สนามกีฬา น่าจะผ่านมาได้ 4 ปีแล้วมั้ง



เห็นท่าทางตัวเองแล้วก็ตลกดีจัง ^.^ 555 (แบบว่าอย่างฮา)

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

“ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย”

ผลงานผมที่ส่งเข้าร่วมโครงการ
“ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer)”

















เนื่องด้วยทาง Practical Studio กำลังดำเนินการโครงการเกี่ยวกับกลุ่มนักออกแบบกราฟิกไทยภายใต้ชื่อโครงการว่า “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer)” โดยจะนำเสนอออกมารูปแบบวารสาร RawMat (ด้วยความร่วมมือของ บริษัท แอนทาลิส (ประเทศไทย) และพยายามผลักดันไปสู่รูปแบบนิทรรศการในพื้นที่สาธารณะ (สยาม ดิสคัพเวอรี่ และ สยาม เซ็นเตอร์) รวมไปถึงการขยายไปสู่รูปแบบอื่นๆ ตามโอกาสอำนวย

แนวคิดและการเข้าร่วมโครงการ
เป็นโครงการที่นำเสนอตัวตนและการมีอยู่ของนักออกแบบกราฟิกไทย และสื่อสารออกไปว่าวิชาชีพนี้มีสังคมที่แข็งแรง และพร้อมที่จะเปล่งเสียงออกมาให้สังคมรวมได้รับรู้ถึงความพร้อมของเครือข่ายนักออกแบบกราฟิกด้วยกันเอง ที่จะนำไปสู่การรวมตัวเพื่อเป็นกำลังสำคัญหนึ่งของสังคมต่อไป

รูปแบบการเข้าร่วมโครงการ
โครงการ “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer)”เป็นโครงการที่ต้องการรวบรวมภาพถ่ายนักออกแบบกราฟิกไทยทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและทำงานหรือศึกษาต่ออยู่ที่ต่างประเทศให้มากที่สุดโดยภาพถ่ายเหล่านั้นจะเป็นภาพถ่ายของนักออกแบบแต่ละคนที่ถือแผ่นกระดาษ A3 ที่มีผลงานออกแบบตัวอักษรคำว่า “ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย”หรือ “I am a Thai Graphic Designer” โดยรูปแบบของผลงานนั้นขึ้นอยู่กับความคิดของนักออกแบบเจ้าของงาน

รายละเอียดโครงการจาก grafiction.blogspot.com

เข้าชมรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม และผลงานนักออกแบบที่เข้าร่วมโครงการนี้ ได้ที่
http://thaigraphicdesigner.wordpress.com/